ข้ามคำสั่ง Ribbon
ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

การชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet Payment)

​​​​​​​​​​​​​​​​​Internet Payment คืออะไร

Internet Payment เป็นการชำระค่าสินค้าและบริการหรือโอนเงินผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกชำระค่าสินค้าและบริการได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น

No1.png

การตัดบัญชีเงินฝากผ่านบริการ Internet Banking ของธนาคาร (ลักษณะเดียวกับการโอนเงิน) ซึ่งมีการเชื่อมโยงไว้กับเว็บไซต์ของร้านค้า

  • เข้าสู่ระบบ Internet Banking โดยการใส่ชื่อและรหัสผ่าน เลือกบริการชำระเงิน บัญชีเงินฝากที่จะใช้โอนเงิน และระบุข้อมูลบัญชีผู้รับเงิน และจำนวนเงินที่ชำระ แล้วรอระบบยืนยันการทำรายการสำเร็จ หลังจากนั้นจะได้รับการยืนยันทางอิเล็กทรอนิกส์

No2.png

การชำระผ่านเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์ ด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต

  • กรอกหมายเลขบัตรเครดิต/บัตรเดบิต ชื่อผู้ถือบัตร วันหมดอายุของบัตร และหมายเลข CVV (Card Verification Value) ซึ่งเป็นรหัส 3 ตัวด้านหลังบัตรเพื่อยืนยันว่าผู้ทำรายการเป็นเจ้าของบัตรจริง แล้วระบบจะแจ้งผลการอนุมัติ  หลังจากนั้นจะได้รับการยืนยันทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านหน้าจอ รวมถึงทาง SMS ด้วย

No3.png

การชำระผ่านเว็บ​ไซต์ของร้านค้าออนไลน์ ด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ซึ่งได้เปิดบัญชีไว้กับผู้ให้บริการ e-Money ผ่านเว็บไซต์ และเติมเงินเข้าบัญชีให้เพียงพอ

  • เข้าสู่เว็บไซต์ของผู้ให้บริการ e-Money  เลือกรายการส่งเงินให้ร้านค้า และใส่ข้อมูลอีเมล ร้านค้าผู้รับเงิน จำนวนเงิน ประเภทการชำระเงิน สกุลเงินที่ใช้ชำระ  แล้วรอระบบยืนยันการทำรายการสำเร็จ  หลังจากนั้น ผู้ซื้อ/ร้านค้าผู้รับเงินจะได้รับอีเมลหรือ SMS เตือนการรับเงิน โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชี e-Money ของร้านค้า

  • ในกรณีเว็บไซต์ของร้านค้ามีบริการชำระเงิน  เมื่อผู้ซื้อจะชำระเงินค่าสินค้า จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่ปรากฏ เช่น ชื่อร้านค้าผู้รับเงิน ชื่อสินค้า จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียม ก่อนจะยืนยันการทำรายการด้วยการเลือกช่องทางการชำระเงิน  และกรอกข้อมูลอีเมล ร้านค้าผู้รับเงิน และรหัสผ่านของผู้ซื้อที่ผูกไว้กับระบบของผู้ให้บริการ e-Money


ข้อดีของการใช้บริการ Internet Payment

  • เพิ่มความสะดวกสบายและเพิ่มช่องทางในการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ให้กับร้านค้าและผู้ซื้อสินค้า
  • ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมการชำระเงิน
  • ใช้บริการที่ไหนก็ได้ที่สามารถใช้ระบบอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง
  • มีบริการเสริมอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น สรุปยอดบัญชีคงเหลือ แสดงรายการเดินบัญชีปัจจุบัน/ประวัติการทำรายการย้อนหลัง  ใบแจ้งยอดชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bill)


ข้อควรระวังในการใช้บริการ Internet Payment

  • ต้องเลือกซื้อจากร้านค้าออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการทุจริต และเลือกช่องทางการชำระเงินที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งไม่ควรใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะในการทำรายการชำระค่าสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ต
  • การซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของทั้งร้านค้าออนไลน์และผู้ให้บริการชำระเงิน ร้านค้าออนไลน์ที่เชื่อถือได้จะได้รับใบรับรองดิจิตอล (Digital Certificate) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระบบความปลอดภัยของข้อมูลโดยการเข้ารหัสก่อนส่งทุกครั้ง โดยมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยของการส่งผ่านข้อมูลแบบ SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งแสดงว่าเว็บไซต์นี้ได้รับการรับรองความปลอดภัยในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน หรือร้านค้าออนไลน์บางแห่งอาจมีการใช้ระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ด้วย
  • FCC_Secure.png 

  • การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิตที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้น และสามารถลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต  ซึ่งลูกค้าจำเป็นต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อใช้ Verified by Visa (VBV), Master Card Secure Code (MCSC) และ JCB J/Secure
  • FCC_VBV_MCSC_JCB-_190314.png

  • ควรศึกษารูปแบบธุรกรรมและวิธีการรักษาความปลอดภัยที่ธนาคารเสนอให้บริการ Internet Banking ก่อนตัดสินใจใช้บริการ และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการตั้ง Password ที่ง่ายต่อการคาดเดา และไม่บอก User ID และ Password แก่ผู้อื่น พร้อมทั้งเปลี่ยน Password เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
  • หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ใด ๆ ที่แนบมาพร้อมกับอีเมล โดยให้พิมพ์ Address ของ Website ของสถาบันผู้ออกบัตรด้วยตนเอง เมื่อต้องการเข้าใช้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  • อย่าหลงเชื่อตอบหรือให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำคัญทางการเงิน เช่น Username, Password, ATM PIN และหมายเลขบัตรเครดิต/บัตรเดบิต  ไม่ว่าจะถามทางอีเมล โทรศัพท์ โทรสาร หรือจดหมาย ก็ตาม  อย่าลืมว่าสถาบันผู้ออกบัตรมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว และระลึกไว้เสมอว่าผู้ถามอาจจะเป็นมิจฉาชีพ 
  • ควรตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น จำนวนเงิน วันที่ทำรายการ เลขที่บัญชี และตรวจสอบยอดเงินในบัญชี เพื่อป้องกันรายการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
  • ควรติดตั้งและปรับปรุงโปรแกรมเพื่อการรักษาความปลอดภัยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และ/หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมให้ทันสมัย เช่น โปรแกรม Scan Virus และโปรแกรม Personal Firewall  
  • ไม่ควรดาวน์โหลด ติดตั้งโปรแกรมที่ไม่น่าเชื่อถือ โปรแกรมที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และกรณีไม่ได้ใช้งานควรปิด Bluetooth และ Wireless
  • ทุกครั้งที่ใช้บริการเสร็จ ควรคลิก "ออกจากระบบ" (Log off, Log out, Sign off) ทันที เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นสามารถทำรายการจากบัญชีของท่านได้
  • หากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรติดต่อธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทที่ท่านใช้บริการโดยเร็ว
  • ควรแจ้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่เป็นปัจจุบันให้ธนาคารพาณิชย์ทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากบริการ Internet Banking จะต้องรับ SMS แจ้ง OTP เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนผู้ทำรายการที่แท้จริง

FCC_Useinternetpayment.jpg 

 

FCC_Useinternetpayment2.jpg​ 

 

ขั้นตอนการใช้บริการธนาคารออนไลน์

  • 1. ชำระโดยการตัดบัญชีเงินฝากผ่าน Internet Banking ซึ่งมีการเชื่อมโยงไว้กับเว็บไซต์ของร้านค้า

  • FCC_internet payment.png 

     

  • 2. ชำระผ่านเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์ ด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต

  • FCC_internet payment_2.png  

     

  • 3. ชำระผ่านเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์ ด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)

  • learnmore_th.gif


    คำถามถามบ่อยQA2.png

    Question_Icon.png จะมั่นใจได้อย่างไรว่าการชำระค่าสินค้าและบริการที่ซื้อผ่านเว็บไซต์ด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตมีความปลอดภัย ทั้ง ๆ ที่ร้านค้าไม่เห็นตัวผู้ซื้อหรือบัตรเลย
    answer_Icon2.png​การซื้อของผ่านเว็บไซต์ ผู้ซื้อจะต้องกรอกหมายเลขบัตรเครดิต/บัตรเดบิต รวมทั้งหมายเลข CVV (Card Verification Value) เพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของบัตรที่แท้จริง โดย CVV ของบัตร Visa และ Master Card เป็นเลข 3 หลักสุดท้ายที่พิมพ์อยู่ด้านหลังของบัตร ส่วนของบัตร American Express เป็นเลข 4 หลักที่อยู่ด้านหน้าของบัตรทางด้านขวาเหนือหมายเลขบัตร

    FCC_card2.png
     
    นอกจากนี้ ผู้ให้บริการรับบัตรบางรายอาจมีขั้นตอนตรวจสอบอื่น ๆ เพื่อยืนยันว่าผู้ถือบัตรเป็นผู้ทำรายการจริง เช่น Verified by VISA, MasterCard SecureCode, J/Secure รวมไปถึงกรณีสถาบันผู้ออกบัตรอาจโทรมาสอบถามเมื่อมีการใช้จ่ายยอดเงินสูง
    Question_Icon.png Verified by Visa (VBV), MasterCard SecureCode (MCSC) และ JCB J/Secure คืออะไร ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ และขั้นตอนการสมัครใช้บริการ
    answer_Icon2.png​(1) Verified by Visa (VBV), MasterCard SecureCode (MCSC) และ JCB J/Secure เป็นการใช้ “รหัสผ่าน” ของระบบ VISA/MasterCard/JCB ซึ่งอาจอยู่ในรูป PIN หรือรูป OTP ซึ่งเป็นรหัสที่ใช้ครั้งเดียวโดยรับ SMS ทางโทรศัพท์มือถือที่แจ้งเบอร์ไว้ (ขึ้นอยู่กับประเภทของบัตร)  และใช้ร่วมกับ “ข้อความยืนยันส่วนตัว” ที่ผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดตอนสมัครใช้บริการ หรือขอเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการชำระด้วยบัตรเดบิต/บัตรเครดิต ไม่ให้ผู้อื่นใช้แค่หมายเลขบัตรในการทำรายการ และมั่นใจได้ว่าร้านค้าออนไลน์ที่ทำรายการอยู่นั้นได้มีการลงทะเบียนกับระบบแล้ว (ในเว็บไซต์ของร้านค้าจะมีสัญลักษณ์ดังกล่าว)

    (2) ขั้นตอนการสมัครใช้บริการ ในครั้งแรกให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของสถาบันผู้ออกบัตร  หรือหากนำบัตรเครดิตที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนไปใช้ชำระให้ร้านค้าออนไลน์ ระบบก็จะปรากฏหน้าจอให้ลงทะเบียนโดยอัตโนมัติ โดยขั้นที่ 1 กรอกข้อมูลวันเดือนปีเกิด วันที่บัตรหมดอายุ วงเงินของบัตร หมายเลขบัตรประชาชน และขั้นที่ 2 กำหนด “ข้อความยืนยันส่วนตัว” และ “รหัสผ่าน” และเมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว เจ้าของบัตรสามารถนำ “รหัสผ่าน” และ “ข้อความยืนยันส่วนตัว” ที่ตนเป็นผู้กำหนด ไปทำรายการชำระเงินให้ร้านค้าออนไลน์ได้ทันที

    ตัวอย่างการสมัคร Verified by Visa

    Visa Verified_3.png 
    ในขั้นตอนการชำระเงิน เมื่อผู้ซื้อกรอกข้อมูลบัตรเครดิตแล้ว ก็จะต้องตรวจสอบความถูกต้องของ “ข้อความยืนยันส่วนตัว” (ตามที่ลงทะเบียนไว้) และตรวจสอบว่าเป็นเว็บไซต์ของสถาบันผู้ออกบัตรจริง โดยการคลิกที่สัญลักษณ์ “รูปแม่กุญแจ” ที่มุมขวาล่างของ browser เมื่อพบว่าถูกต้องทั้งหมดแล้ว จึงค่อยกรอก “รหัสผ่าน” ของระบบ VISA/MasterCard/JCB เพื่อทำรายการชำระเงิน
    Question_Icon.png ใช้ Verified by VISA, MasterCard SecureCode และ JCB J/Secure อย่างไรให้ปลอดภัย
    answer_Icon2.png ​เนื่องจาก Verified by VISA, MasterCard SecureCode และ JCB J/Secure เป็นเหมือนกุญแจอีก 1 ดอกที่ป้องกันมิจฉาชีพมาขโมยเงินในกระเป๋า  ดังนั้น ผู้ถือบัตรเดบิต/บัตรเครดิต จึงควรให้สำคัญในเรื่องดังต่อไปนี้
    (1) การจัดการ “รหัสผ่าน” ไม่เปิดเผยรหัสผ่านให้ผู้อื่นทราบ  ไม่ใช้ระบบช่วยจำรหัสผ่านที่มีอยู่ใน Web Browser ไม่ใช้รหัสผ่านของระบบ Verified by VISA, MasterCard SecureCode และ JCB J/Secure ร่วมกับรหัสผ่านของการใช้บริการอื่นทางอินเทอร์เน็ตหรืออีเมล  เปลี่ยนรหัสผ่านทันทีที่เข้าใช้บริการครั้งแรก 
    และเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นระยะ ๆ
    (2) การจัดการข้อมูลส่วนตัว  ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลบัตรเดบิต/บัตรเครดิต ให้แก่เว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ  
    (3) สิ่งที่ควรทำทุกครั้งเมื่อใช้บริการเสร็จ  ออกจากระบบด้วยวิธีการ Log Off และ ลบข้อมูลการเข้าเว็บไซต์ (Clear Cache) ใน Browser
    (4) คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการซื้อสินค้าออนไลน์  ไม่ใช้คอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต/
    สมาร์ทโฟนของผู้อื่นหรือของสาธารณะในการทำรายการ  ไม่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะ/ที่ไม่รู้จักดีพอ  ลงโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้และเป็นปัจจุบัน  และปิดการทำงาน (Disable) “File and Printer Sharing”
    (5) การติดต่อสถาบันผู้ออกบัตร  แจ้งสถาบันผู้ออกบัตรทันทีที่มีปัญหาการใช้งาน (เช่น กรอกรหัสผ่านแล้วเข้าระบบไม่ได้ มีธุรกรรมเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่ได้ทำรายการ)  หรือแจ้งทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่/อีเมล/เบอร์โทรศัพท์มือถือ

    • ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการ Internet Banking

      FCC_kanda.png 

       

      FCC_fee_internet.png 

       

       

       

      interest.pngเรื่องที่น่าสนใจ

      FCC_Mobile-payment_BannerLink4.png  FCC_MobilePayment_2.png

      FCC_internet_banking.png 

       

      FCC_card.png 

       

      FCC_Banner_VDO_payment.png


    ผู้จัดการบริการ
     

    ขอรับคำปรึกษา หรือ ร้องเรียน

    โปรแกรมคำนวณ

    • โปรแกรม

      คำนวณเงินออม

      คลิก
    • โปรแกรม

      คำนวณเงินกู้

      คลิก
    • โปรแกรม

      ประเมินความรอบรู้ทางการเงิน

      คลิก

    คุณคือใคร