Skip Ribbon Commands
Skip to main content

การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ในการประกอบธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เช่น บริษัทส่งออกหรือนำเข้าสินค้า ไม่ว่าจะในฐานะผู้ซื้อหรือผู้ขายต่างก็ต้องเคยประสบปัญหาอันเนื่องมาจากความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวขึ้นหรือลง (เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลอื่น) ได้ตลอดเวลา ดังนั้น บริษัทหรือเจ้าของกิจการจึงควรป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ เพื่อเพิ่มความแน่นอนให้แก่รายได้หรือต้นทุนของการขายสินค้าและบริการในรูปเงินบาท

img4451.png  

ความหมายและความสำคัญ

ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน คือความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญต่อการดำเนินกิจการเนื่องจาก 

1. การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลให้ธุรกิจประสบปัญหาทางด้านการเงิน 
2. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงที่ธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ 
3. การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนช่วยทำให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์รายได้และต้นทุนเพื่อการวางแผนธุรกิจ และส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง

เครื่องมือหลักในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มี 2 ประเภทคือ

 

01​​

การจองสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) 

คือการตกลงที่จะซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศกับธนาคาร ณ วันที่กำหนดในสัญญา (ซึ่งมากกว่า 2 วันทำการนับจากวันทำสัญญา) ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้ตกลงกันไว้ในวันทำสัญญา 

ตัวอย่าง

​​บริษัท กกก จำกัด ขายสินค้า 50,000 ดอลลาร์ สรอ. โดยจะได้รับเงินค่าขายสินค้าในวันที่ 5 มกราคม 2556 ผู้บริหารจึงติดต่อขอทำ Forward Contract กับธนาคารในราคา 31 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.​อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 5 มกราคม 2556 เท่ากับ 30 บาทต่อดอลลาร์ สรอ

สรุป

จาก Forward Contract ทำให้บริษัททราบรายได้ที่แน่นอนตั้งแต่วันที่ทำสัญญา โดยในกรณีนี้ได้รับรายได้มากกว่าไม่ทำสัญญาเป็นเงิน 50,000 บาท (1,550,000-1,500,000)​​​​​​​​​
 
ตาม Forward Contract : 50,000 x 31 = 1,550,000 บาท
กรณีไม่ได้ทำสัญญา : 50,000 x 30 = 1,500,000 บาท​​

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกรรม Forward  คลิกที่นี่​
 

02​​

การตกลงซื้อสิทธิที่จะซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอนาคต (Option Contract)

คือการซื้อสิทธิที่จะซื้อหรือจะขายเงินตราต่างประเทศกับธนาคาร ณ วันที่กำหนด ตามสกุลเงิน จำนวนเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ในสัญญา

  1. option แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

(1) Put Option (สำหรับผู้ส่งออก) : สัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการขายเงินตราต่างประเทศ​
(2) Call Option (สำหรับผู้นำเข้า) : สัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อเงินตราต่างประเทศ​

ตัวอย่าง

​​บริษัท กกก จำกัด ขายสินค้า 50,000 ดอลลาร์ สรอ. โดยจะได้รับเงินค่าขายสินค้าในวันที่ 5 มกราคม 2556 ผู้บริหารจึงติดต่อขอทำ (Put) Option Contract กับธนาคารในราคา 31 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. โดยจ่ายค่าธรรมเนียม (premium) เป็นเงิน 5,000 บาท ​​อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 5 มกราคม 2556 เท่ากับ 32 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.

สรุป

ตามลักษณะของ Option Contract บริษัทสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ แต่จากตัวอย่างบริษัทจะไม่ใช้สิทธิ เนื่องจากรายได้กรณีไม่ใช้สิทธิมากกว่าใช้สิทธิเป็นเงิน 50,000 บาท (1,595,000 – 1,545,000)
 
ตาม Option Contract : (50,000 x 31) - 5,000 = 1,545,000 บาท
กรณีไม่ใช้สิทธิ : (50,000 x 32) - 5,000= 1,595,000 บาท

  • การทำ option จะแตกต่างจากการทำ forward  คือ 

  • (1) ผู้ซื้อสิทธิมีทางเลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้สิทธิก็ได้เมื่อสัญญาครบกำหนด  
  • (2) จะมีค่าธรรมเนียม (premium) ที่ต้องคำนึงถึง ในขณะที่ forward ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ผู้ซื้อ forward จะต้องซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศตามที่ตกลงกันไว้

  •  ข้อดีและข้อจำกัดของ Forward และ Option

    ​​​​​ผลิตภัณฑ์ ​ข้อดี ​​ข้อจำกัด

    Forward​

    เงื่อนไขเข้าใจง่ายและซับซ้อนน้อยกว่า option ทราบรายได้และต้นทุนที่แน่นอนตั้งแต่วันที่ทำสัญญา ทำสัญญาได้ทุกจำนวนและทุกระยะเวลา

    เป็นภาระผูกพันที่จะต้องรับมอบหรือส่งมอบ แม้ว่าในวันครบกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตลาดจะดีกว่าในสัญญาก็ตาม

    ​​Option

    ​​มีความยืดหยุ่นสูง เนื่องจากสามารถเลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้สิทธิก็ได้​

    ค่าธรรมเนียมสูงมูลค่าขั้นต่ำของสัญญาค่อนข้างสูง ​​​

    ผู้จัดการบริการ
     

    ขอรับคำปรึกษา หรือ ร้องเรียน

    โปรแกรมคำนวณ

    • โปรแกรม

      คำนวณเงินออม

      คลิก
    • โปรแกรม

      คำนวณเงินกู้

      คลิก
    • โปรแกรม

      ประเมินความรอบรู้ทางการเงิน

      คลิก

    คุณคือใคร