ข้ามคำสั่ง Ribbon
ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ตราสารทุน (Equity Instruments)

​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​หลายคนอาจจะเริ่มมองเห็นว่าการสะสมหรือเก็บออมเงินในรูปของเงินฝากธนาคารเพียงอย่างเดียวยังไม่ให้ผลตอบแทนที่มากพอ เพราะในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของเงินออมไม่ทันกั​บการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และหากต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน เราจึงควรมองหาโอกาสที่จะทำให้เงินออมที่มีอยู่ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น

การลงทุนเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เงินออมของเรางอกเงย เพราะการลงทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าการฝากเงิน อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เราไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้หรือเกิดการขาดทุนได้ เราจึงต้องหาความรู้เพื่อทำความเข้าใจการลงทุนให้ดีก่อนลงทุน

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนมีมากมายหลายประเภท และแต่ละประเภทก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง เราจึงต้องพิจารณาและศึกษาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน ซึ่งในที่นี้จะแบ่งผลิตภัณฑ์เพื่อการล​งทุนออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.  ตราสารทุน (Equity Instruments)

2.  ตราสารหนี้ (Debt Instruments)

3.  กองทุนรวม (Mutual Fund)

4.  การลงทุนอื่น ๆ

เรามาลองศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการลงทุนประเภทต่าง ๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อพิจารณาว่าการลงทุนประเภทใดที่เหมาะกับเรา อย่างไรก็ตาม "การลงทุนมีความเสี่ยง" ดังนั้น ในการเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน นอกจากจะต้องพิจารณาเรื่องผลตอบแทนที่ได้รับแล้ว ควรคำนึงถึงความเสี่ยงจากการลงทุนของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทควบคู่กันไปด้วย

​​

ตราสารทุน (Equity Instruments)​​​​

หมายถึง ตราสารที่กิจการออกขายให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ ตราสารทุนแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาที่ลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หากได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 แต่ไม่ต้องเสียภาษีในกรณีของ Capital Gain (ผลตอบแทนในรูปของส่วนต่างในกรณีที่ราคาขายสูงกว่าราคาซื้อ)


ประเ​ภทของตราสารทุน ได้แก่​

​​0​​​1

​หุ้นสามัญ (Common Stock)

คือตราสารสิทธิที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการ
ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิในการออกเสียงลงมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นและมีสิทธิได้รับเงินปันผล
(ตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ถือครอง) โดยจำนวนเงินปันผลจะขึ้นอ​ยู่กับผลกำไรจากการดำเนินงานประจำปี และนโยบา​ยการจ่ายปันผ​​ลของบริ​ษัท​

02

หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)

คือตราสารสิทธิที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ แต่มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ และในส่วนของผลตอบแทน เมื่อกิจการมีกำไรจากการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้ 

​​03

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (Warrant)

​คือตราสารที่ผู้ถือจะได้รับสิท​ธิในการซื้อหุ้นสามัญจากบริษัทที่ออก Warrant นั้นในราคาและระยะเวลาที่กำหนดไว้​ 

04

​ใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ (Transferable Subscription Rights : TSR)

คือตราสารที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถืออยู่เพื่อให้ผู้ถือหุ้น (หรือผู้ได้รับโอนสิทธิมาจากผู้ถือหุ้นเดิม) ใช้เป็นหลักฐานในการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท​ 

05

​ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจาก
หลักทรัพย์อ้างอิง (Depository Receipt : DR)

คือตราสารที่ออกและเสนอขายโดย บริษัท สยามดีอาร์ จำกัด (บริษัทในเครือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิเหมือนลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงนั้น ๆ เช่น หากหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นสามัญก็จะได้รับเงินปันผลเหมือนหุ้นสามัญ แต่ DR จะมีกำหนดอายุการไถ่ถอน ซึ่งผู้ถือต้องมีสัญชาติไทย และต้องออกเสียงลงคะแนนผ่านบริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เท่านั้น

06

​ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจาก
​หลักทรัพย์อ้างอิงไทย
(Non - Voting Depository Receipt : NVDR)

คือตราสารที่ออกและเสนอขายโดย บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีลักษณะคล้ายกับ DR แต่ NVDR จะไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

​​

นอกจากนี้ ตราสารทุนยังรวมไปถึง ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW) คือตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง ซึ่งอาจเป็นหลักทรัพย์หรือดัชนีหลักทรัพย์ ในราคา จำนวน และเวลาที่กำหนดไว้ มีลักษณะคล้าย Warrant แต่ DW จะเป็นการให้สิทธิที่จะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ที่อ​อกโดยบริษัทอื่น ซึ่งไม่ใช่บริษัทที่ออก DW


ความเสี่ยงของผู้ลงทุน ได้แก่

  • 1. ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดโดยรวม (Market Risk)​

    ​เกิดจากความผันผวนของราคาหุ้นตามสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ที่จะทำให้ภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงไปจนมีผลกระทบต่อราคาหุ้น​

  • 2. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง ​(Liquidity Risk)

    เกิดจากการที่จำนวนหุ้นที่ซื้อขายมีไม่มาก ทำให้ไม่สามารถซื้อหรือขายภายในเวลาหรือราคาที่ต้องการได้

  • 3. ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัทผู้ออกหุ้น (Company Risk)​

    ​เกิดจากการที่บริษัทผู้ออกหุ้นไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือนโยบายบริษัท การบริหารงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือการถูกฟ้องล้มละลาย เป็นต้น



ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง Link.png

line2.png

​ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย​ ในหัวข้อสินค้า/บริการ (ตราสารทุน)
 
ผู้จัดการบริการ

ขอรับคำปรึกษา หรือ ร้องเรียน

โปรแกรมคำนวณ

  • โปรแกรม

    คำนวณเงินออม

    คลิก
  • โปรแกรม

    คำนวณเงินกู้

    คลิก
  • โปรแกรม

    ประเมินความรอบรู้ทางการเงิน

    คลิก

คุณคือใคร